‘อ. จตุรงค์’ เชื่อ ‘ทนายแก้ว-คู่กรณี’ จะไปจบที่ศาล รู้สึกถูกหลอกใช้ เข็ดกับการเป็นคนกลาง
‘อ. จตุรงค์ จงอาษา’ อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจาก ‘ทนายแก้ว’ ได้แถลงข่าวกรณีมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับเด็กสาววัย 18 ปี ซึ่งมีชื่อของ อ. จตุรงค์ เกี่ยวข้องในฐานะคนกลาง
โดย อ. จตุรงค์ เผยว่า คนที่โทรศัพท์มาหาตนคนแรกไม่ใช่พ่อของน้องผู้หญิงแต่เป็นทนายแก้ว เพราะตนไม่รู้จักกับพ่อของเด็กเป็นการส่วนตัวมาก่อน
เรื่องเหล่านี้ถูกพูดกันในวงเหล้า เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ซึ่งในวงเหล้ามีลูกความของทนายเป้ง เพื่อนของทนายเป้ง และใครต่อใคร รวมถึงพ่อของผู้เสียหาย ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนที่มากินเหล้า
จากนั้น เบ๊น อาปาเช่ ได้โทรไปหาคุณหนุ่ม กรรชัย วันที่ 26 ธ.ค. 2568 ส่วนตนรู้ทีหลัง เพราะคนในวงเหล้ากระจายข่าวมา ตนจึงโพสต์หยั่งเชิงว่า จากนั้นทนายแก้วโทรศัพท์มาขอร้อง ตนจึงลบโพสต์ไป
พอตอนนี้เป็นข่าว ตนรู้สึกผิดและเสียใจ ทั้งที่ตนและคุณหนุ่ม กรรชัย ไม่ได้ปกป้องอะไรทนายแก้วเลย แต่เราให้ทนายแก้วทำไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมย้ำว่า คุณหนุ่ม กรรชัย กำชับให้ตนเป็นคนกลางที่ดี หากทนายแก้วทำผิดก็ต้องรับผิดชอบเอง
ส่วนประเด็นการติดต่อกับครอบครัวผู้เสียหาย อ. จตุรงค์ ยืนยันว่า ไม่เคยโทรศัพท์หาพ่อของเด็ก มีเพียงการติดต่อผ่านข้อความแชตทางเฟซบุ๊กเท่านั้น และยอมรับว่าข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายมีความคลาดเคลื่อนกันหลายประเด็น
โดยเฉพาะคำให้การของทนายแก้วที่ไม่สอดคล้องกัน ระหว่างการพูดคุยในชั้นไกล่เกลี่ยกับการแถลงข่าวภายหลัง ทั้งเรื่องการป้อนข้าวและการกอดหอมการจูบ รวมถึงสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งตนในฐานะคนกลางเห็นว่าเนื้อหาที่ให้สัมภาษณ์ไม่ตรงกับสิ่งที่เคยยืนยันก่อนหน้านี้
สำหรับช่วงที่ทำหน้าที่คนกลาง ตนเป็นผู้ประสานให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายมีอารมณ์และความรู้สึกค่อนข้างรุนแรง ทนายแก้วอยู่ในสภาพเครียดอย่างหนัก โทรศัพท์มาหาตนทุกวัน ขณะที่พ่อของเด็กผู้เสียหายมีอารมณ์พลุ่งพล่าน ส่วนตัวลูกสาว มีภาวะซึมเศร้าทุกครั้งที่เห็นทนายแก้วปรากฏตัวในสื่อ ทำให้ตนต้องอธิบายว่าเป็นภาพเทปเก่า
ส่วนการเจรจาเรื่องเงิน ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ตั้งแต่ 2 ล้านบาท ไปจนถึง 2.5 ล้านบาท แต่ก็เคยจะจบที่ 3 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่าฝ่ายครอบครัวเด็กไม่ได้ต้องการเงินเป็นหลัก แต่ต้องการให้ทนายแก้วได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อน รวมถึงรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมมองว่า เงินเป็นเพียงข้อแม้ แต่เป็นความรู้สึกแค้นที่ต้องการความยุติธรรมและความสะใจมากกว่า เนื่องจากว่าพ่อของเด็กเคยรักและเป็นแฟนคลับตัวยงทนายแก้ว เมื่อถึงเวลาแตกหักจึงเกลียดมาก รู้สึกโกรธแค้น จึงต้องการที่จะทำลาย
ตนไม่ทราบมาก่อนว่าทนายเป้งและผู้เสียหายได้ไปแจ้งความแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการรับปากว่าจะบอกก่อนล่วงหน้า เพื่อให้ทนายแก้วได้เตรียมความพร้อม แต่ก็ยอมรับว่าทนายแก้วให้ตนติดต่อฝ่ายพ่อของเด็กหญิงบ่อย จนทำให้ภาพลักษณ์ของตนเริ่มถูกมองว่าเป็นคนของทนายแก้ว จนไม่สามารถทำหน้าที่คนกลางได้อย่างบริสุทธิ์ใจอีกต่อไป
ตนย้ำมาตั้งแต่ต้นว่า ข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน อีกทั้งหลักฐานสำคัญก็ไม่มีทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคลิปเสียงกล้องหน้ารถ หรือแชตข้อความที่ถูกลบไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถชี้ชัดข้อเท็จจริงได้
หลังจากฝ่ายหญิงแจ้งความแล้ว ตนไม่แน่ใจว่าจะสามารถพูดคุยหรือทำหน้าที่คนกลางต่อไปได้หรือไม่ และมีแนวโน้มจะยุติบทบาท เนื่องจากทั้งสองฝ่ายอาจไม่ต้องการตนแล้ว อีกทั้งยังรู้สึกถูกหลอกใช้ พร้อมยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เข็ดกับการเป็นคนกลาง และมองว่าแม้จะพยายามเปิดเวทีให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันแล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเชื่อว่าทุกอย่างจะไปจบที่ศาล